ทุกครั้งที่คุณเรียกรถผ่านแอป สั่งอาหาร ดูราคาตั๋วเครื่องบิน หรือเห็นเว็บซื้อขายสินค้าที่มีการจัดอันดับร้านใหนมาก่อน ร้านใหนมาทีหลัง—เบื้องหลังมักมี อัลกอริทึม และ/หรือ AI ที่ช่วยตัดสินใจแทนธุรกิจอยู่เสมอ
โลกทุกวันนี้เคลื่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่การซื้อขายสินค้า ไปจนถึงการชำระเงินหรือทำธุรกรรมทางการเงิน ประชาชนคุ้นชินกับความสะดวก รวดเร็ว และการเข้าถึงบริการแบบออนไลน์
ตามกฎหมายครอบครัวก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 กำหนดให้ สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ถือว่าเป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่ายต้องอยู่กินหลับนอนร่วมประเวณีกับสามีหรือภริยาของตนเองที่เป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย
ทุกวันนี้ AI ถูกใช้สร้างงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาพ บทความ เพลง โลโก้ หรือแม้แต่โค้ดโปรแกรม คำถามที่หลายคนสงสัยคือ
“งานเหล่านี้เป็นของใคร และได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหรือไม่?”
คนที่จะสมรสกันจะต้องชินกับคำว่า “หมั้นหมายกันไว้ก่อน” กล่าวคือ ก่อนที่ชายหญิงจะทำการสมรสกันต้องประกอบพิธีหมั้นก่อน
เคยสงสัยไหมคะว่า “ที่ดิน” หรือ “บ้าน” ที่เราอยู่ทุกวันนี้ มีกฎหมายอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง? หรืออนาคตของการซื้อขายที่ดินจะไปในทิศทางไหน?
ในยุคที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเปิดร้านค้าออนไลน์ ใช้แชทบอตตอบลูกค้า หรือให้ AI สร้างภาพ-เขียนโค้ด คุณอาจต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เรียกว่า EU AI Act
จากบทความที่แล้วที่ได้พูดถึงว่าทำไมประเทศไทยต้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่โอนข้ามพรมแดน วันนี้เรามาต่อกันเลยกับการเปรียบเทียบกลไกในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ส่งไปต่างประเทศของประเทศที่น่าสนใจ
ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่า การรักษาความเป็นส่วนตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น คำถามสำคัญคือ “แล้วข้อมูลส่วนบุคคลของเราล่ะ ปลอดภัยไหม?”
ในยุคที่เทคโนโลยีเชื่อมโลกให้ใกล้กัน การโอนข้อมูลข้ามประเทศจึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเพื่อทำธุรกิจ เรียนออนไลน์ หรือสมัครบริการจากต่างประเทศ แล้วถ้าอยากโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศแบบ “ถูกกฎหมาย”
ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการทำธุรกิจ การโอนข้อมูลข้ามประเทศจึงต้องมี “กฎกติกากลาง” เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะถูกปกป้องอย่างเหมาะสม