ภาครัฐใช้ AI ได้แค่ไหน 6 หลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึง
Student blog — 24/08/2026
ในด้านหนึ่ง AI อาจช่วยให้รัฐทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และลดภาระของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในกรณีที่หน่วยงานต้องจัดการข้อมูลจำนวนมากหรือให้บริการประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การนำ AI มาใช้ในกิจกรรมของรัฐมิใช่เพียงเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพทางเทคนิค หากยังเป็นเรื่องของ “การใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิ เสรีภาพ และสถานะทางกฎหมายของประชาชน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI สามารถช่วยรัฐทำอะไรได้บ้าง แต่คือรัฐควรนำ AI มาใช้ภายใต้เงื่อนไขใด และจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีดังกล่าวไม่กลายเป็นอำนาจที่ประชาชนมองไม่เห็น ตรวจสอบไม่ได้ และโต้แย้งไม่ได้
การนำ AI มาใช้จึงไม่ได้ทำให้หลักการดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป แม้ระบบคอมพิวเตอร์จะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ให้คะแนนความเสี่ยง หรือเสนอผลการตัดสินใจ แต่การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของรัฐ หน่วยงานไม่อาจปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าเป็น “ผลที่ระบบคำนวณออกมา”
ในทางกฎหมาย AI จึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ผู้ทรงอำนาจตามกฎหมาย และไม่ควรเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องที่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อสิทธิของบุคคล ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบยังคงต้องเป็นหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจนั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ AI เปลี่ยนแปลงคือกระบวนการก่อนการตัดสินใจ เจ้าหน้าที่อาจพึ่งพาผลวิเคราะห์ของระบบมากขึ้น ใช้คะแนนหรือข้อเสนอแนะจาก AI เป็นฐานในการออกคำสั่ง หรือเลือกตรวจสอบประชาชนบางกลุ่มเป็นพิเศษ หากไม่กำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมให้ชัดเจน AI อาจมีอิทธิพลต่อการใช้อำนาจมากกว่าที่ปรากฏในเอกสารหรือคำสั่งทางปกครอง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ AI จะไม่ได้ลงนามในคำสั่ง แต่ AI อาจเป็นผู้กำหนดว่าใครจะถูกตรวจสอบ ใครจะได้รับสิทธิ ใครจะถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง และใครจะต้องพิสูจน์ตนเองมากกว่าคนอื่น
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ AI บางระบบทำงานในลักษณะ “กล่องดำ” กล่าวคือ ระบบสามารถแสดงผลลัพธ์ออกมาได้ แต่เจ้าหน้าที่หรือผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าระบบใช้เหตุผลอย่างไร
สมมติว่าระบบ AI ประเมินว่าบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการกระทำผิด หรือไม่เข้าเกณฑ์ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ หากหน่วยงานไม่สามารถอธิบายได้ว่าการประเมินดังกล่าวเกิดจากข้อมูลใด ใช้เกณฑ์ใด และข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่ บุคคลนั้นย่อมไม่สามารถโต้แย้งหรือแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตัดสินใจเช่นนี้อาจขัดกับหลักความโปร่งใส หลักการให้เหตุผล และสิทธิในการโต้แย้งการใช้อำนาจรัฐ แม้ระบบจะมีความแม่นยำโดยเฉลี่ยสูง แต่ความแม่นยำทางสถิติไม่อาจทดแทนความเป็นธรรมในแต่ละกรณีได้
รัฐจึงไม่ควรใช้ AI ที่ไม่สามารถอธิบายได้ในเรื่องที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือสถานะของประชาชน โดยเฉพาะการปฏิเสธสิทธิ การลงโทษ การขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง หรือการจำแนกบุคคลว่าเป็นผู้มีความเสี่ยง
ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลการตรวจสอบในอดีตมุ่งไปยังประชาชนบางพื้นที่มากกว่าพื้นที่อื่น ระบบอาจสรุปว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง และเสนอให้รัฐตรวจสอบพื้นที่นั้นเพิ่มขึ้นอีก ผลลัพธ์คือประชาชนกลุ่มเดิมจะถูกตรวจสอบมากขึ้น ข้อมูลการกระทำผิดก็จะถูกพบมากขึ้น และข้อมูลชุดใหม่ก็จะยิ่งยืนยันสมมติฐานเดิมของระบบ
วงจรเช่นนี้อาจทำให้ความลำเอียงทางสถิติกลายเป็นการเลือกปฏิบัติในการใช้อำนาจรัฐได้ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดตั้งใจเลือกปฏิบัติโดยตรง
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวโปรแกรม แต่อยู่ที่การเลือกข้อมูล การกำหนดตัวแปร การออกแบบวัตถุประสงค์ และการตัดสินใจว่าจะให้ระบบให้ความสำคัญกับสิ่งใด หากหน่วยงานต้องการตรวจจับความผิดให้ได้มากที่สุด ระบบอาจเสนอวิธีการที่กระทบสิทธิอย่างรุนแรง หากหน่วยงานต้องการลดต้นทุน ระบบอาจคัดกรองคนออกจากสวัสดิการโดยใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไป
การใช้ AI ในภาครัฐจึงต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิและการเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ประเมินเฉพาะความแม่นยำหรือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
เมื่อระบบระบุว่าบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงสูง เจ้าหน้าที่อาจเลือกทำตามคำแนะนำของระบบ เพราะเชื่อว่าคอมพิวเตอร์มีความแม่นยำ หรือเพราะเกรงว่าจะต้องรับผิดหากตัดสินใจแตกต่างจากระบบ ภาวะเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการพึ่งพาการตัดสินใจอัตโนมัติมากเกินไป
การมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการจึงไม่เพียงพอ หากมนุษย์ไม่มีอำนาจ ความสามารถ หรือแรงจูงใจที่จะตรวจสอบและปฏิเสธผลของ AI
หน่วยงานต้องกำหนดให้ชัดว่า เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ตรวจสอบอะไร สามารถตัดสินใจแตกต่างจากระบบได้หรือไม่ และต้องบันทึกเหตุผลอย่างไรเมื่อยอมรับหรือปฏิเสธคำแนะนำของ AI มิฉะนั้น การลงชื่อของเจ้าหน้าที่อาจเป็นเพียงพิธีการที่ปกปิดการตัดสินใจของระบบไว้เบื้องหลัง
สิทธิในการรับรู้มิได้หมายความว่ารัฐต้องเปิดเผยรหัสคอมพิวเตอร์ทั้งหมด หรือเปิดเผยข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคงและความลับทางการค้าโดยไม่มีข้อจำกัด แต่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลมากพอให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลและสามารถใช้สิทธิโต้แย้งได้จริง
หากระบบใช้ข้อมูลผิด ระบุตัวบุคคลผิด หรือให้คะแนนโดยอาศัยตัวแปรที่ไม่เหมาะสม ประชาชนต้องสามารถขอแก้ไขข้อมูล ขอทบทวนผลการประเมิน และเสนอข้อเท็จจริงของตนเองได้
กระบวนการอุทธรณ์หรือร้องเรียนต้องไม่เป็นเพียงการส่งเรื่องกลับไปให้ระบบเดิมประเมินซ้ำ แต่ต้องมีบุคคลที่มีอำนาจและความรู้เพียงพอเข้ามาตรวจสอบอย่างแท้จริง
หน่วยงานอาจอ้างว่าไม่ทราบวิธีการทำงานของระบบเพราะเป็นเทคโนโลยีของเอกชน ขณะที่บริษัทผู้พัฒนาอาจอ้างว่าหน่วยงานเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์และนำผลลัพธ์ไปใช้
แต่ในมุมของประชาชน ผู้ใช้อำนาจยังคงเป็นรัฐ การจ้างเอกชนพัฒนาระบบไม่ควรทำให้มาตรฐานความรับผิดของรัฐลดลง หน่วยงานต้องรับผิดชอบต่อการเลือกใช้ระบบ การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล การกำหนดขอบเขตการใช้งาน และผลที่เกิดจากการนำระบบไปใช้
สัญญาจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีจึงต้องไม่พิจารณาเพียงราคาและประสิทธิภาพ แต่ต้องกำหนดเรื่องการเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบระบบ การเปิดเผยข้อจำกัด ความปลอดภัย การแก้ไขข้อผิดพลาด และความรับผิดเมื่อเกิดความเสียหายด้วย
รัฐไม่ควรจัดซื้อระบบที่ตนเองไม่สามารถตรวจสอบ ไม่สามารถอธิบาย และไม่สามารถควบคุมได้ เพราะนั่นเท่ากับรัฐยอมให้เอกชนเข้ามากำหนดวิธีใช้อำนาจสาธารณะโดยปราศจากความรับผิดที่เหมาะสม
ประการแรก ต้องมีฐานอำนาจตามกฎหมาย หน่วยงานต้องตรวจสอบว่ากฎหมายให้อำนาจเก็บ ใช้ เชื่อมโยง และประมวลผลข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวหรือไม่ การมีข้อมูลอยู่ในมือไม่ได้หมายความว่ารัฐจะนำข้อมูลไปใช้ทำอะไรก็ได้
ประการที่สอง ต้องใช้ AI อย่างได้สัดส่วน หน่วยงานต้องพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ที่ต้องการบรรลุมีความสำคัญเพียงใด มีวิธีการอื่นที่กระทบสิทธิน้อยกว่าหรือไม่ และประโยชน์ที่ได้คุ้มค่ากับผลกระทบต่อประชาชนหรือไม่
ประการที่สาม ต้องมีความโปร่งใสและอธิบายได้ ประชาชนควรทราบเมื่อ AI มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจ และต้องได้รับเหตุผลที่สามารถเข้าใจและโต้แย้งได้
ประการที่สี่ ต้องไม่เลือกปฏิบัติ หน่วยงานต้องตรวจสอบข้อมูลและผลลัพธ์ของระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่าระบบสร้างผลกระทบที่แตกต่างอย่างไม่เป็นธรรมต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดหรือไม่
ประการที่ห้า ต้องมีมนุษย์รับผิดชอบ การตัดสินใจที่กระทบสิทธิอย่างมีนัยสำคัญต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจตรวจสอบ เปลี่ยนแปลง หรือปฏิเสธผลของระบบได้จริง
ประการที่หก ต้องมีกลไกเยียวยา บุคคลที่ได้รับผลกระทบต้องสามารถเข้าถึงข้อมูล ขอแก้ไขข้อผิดพลาด อุทธรณ์คำตัดสิน และเรียกร้องความรับผิดเมื่อเกิดความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม การมอง AI ว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่เป็นกลางก็อาจเป็นความเข้าใจที่อันตราย เพราะทุกระบบมีวัตถุประสงค์ มีสมมติฐาน และมีการเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับข้อมูลใด การออกแบบ AI จึงเป็นการออกแบบวิธีมองประชาชนและวิธีใช้อำนาจของรัฐไปพร้อมกัน
รัฐที่นำ AI มาใช้จึงต้องมีภาระมากกว่าการพิสูจน์ว่าระบบทำงานได้ รัฐต้องพิสูจน์ด้วยว่าระบบนั้นชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม อธิบายได้ และไม่ทำให้ประชาชนสูญเสียสิทธิในการตรวจสอบการใช้อำนาจ
ท้ายที่สุด ปัญหาสำคัญอาจไม่ใช่ว่า AI จะเข้ามาแทนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ แต่คือ AI จะทำให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ห่างไกลจากการตรวจสอบของประชาชนมากขึ้นเพียงใด
เทคโนโลยีที่ดีไม่ควรทำให้รัฐใช้อำนาจได้ง่ายขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การใช้อำนาจนั้นโปร่งใส มีเหตุผล และรับผิดชอบมากขึ้นด้วย
🌈 ก้าวแรกสู่การเป็นนักกฎหมายแห่งอนาคต
หากคุณอยากเป็นนักกฎหมายที่ไม่เพียงรู้ตัวบท แต่ เข้าใจเทคโนโลยี เข้าใจเพศ เข้าใจคนมาร่วมเรียนรู้กับเรา
⚖️ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC)
หลักสูตรที่ผสาน “กฎหมาย – เทคโนโลยี – สิทธิมนุษยชน” เพื่อสร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่พร้อมปกป้องสิทธิของทุกเพศในโลกจริงและโลกดิจิทัล
📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสมัครเรียน ตามรายละเอียดข้างล่าง
การสมัครเรียน ป.ตรี สำหรับผู้จบการศึกษา ม.6 กศน. ปวช. ปวส. หรือเทียบโอน
ใช้กองทุน กยศ. หรือผ่อนชำระค่าเทอมได้
📌ข้อดี
- 🖌️ จบแล้วได้ skill Certificate เฉพาะทาง
- 🖌️ เรียนจบภายใน 3 ปีครึ่ง
- 🖌️ มีสหกิจศึกษา พร้อมฝึกปฏิบัติงาน ก่อนทำงานจริง
- 🖌️ เรียนต่อเนติบัณฑิตยสภาได้
- 🖌️ สอบตั๋วทนายความได้
- 🖌️ เรียนวิชาเฉพาะด้านที่ทันสมัยกับตัวจริง Guru
- 🖌️ ได้รับการรับรองจาก ก.พ. และ อ.ว.
📌สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์รับสมัครนักศึกษาใหม่ ระดับบัณฑิตศึกษา
- โทร: 0953675508/02-697-6000
- 📥 สอบถามเพิ่มเติม หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
- 📌 ID Line : 0953675508
- 📌 IG : law_utcc
- 📌Facebook: UtccLawSchool
มาเป็นครอบครัวหอการค้าด้วยกัน
📌สมัครเรียนง่ายได้ 3 ช่องทาง
- สมัครเรียนออนไลน์ Line : @utcccare (อย่าลืม @) https://lin.ee/x53Mxlf
- หรือ https://admissions.utcc.ac.th/ *สมัครแล้วอย่าลืมทักไลน์นะ
- สมัครด้วยตนเองที่ ศูนย์รับสมัครนักศึกษาใหม่ ม.หอการค้าไทย อาคาร 24 (อาคารสัญลักษณ์) ชั้น 2
ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น. 📌พิกัดการเดินทาง: https://goo.gl/maps/JEY6UvPL8Qh8NyyM9
สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์รับสมัครนักศึกษาใหม่ ม.หอการค้าไทย โทร 02-697-6969