รายได้เท่าไหร่ถึงไม่ต้องเสียภาษีในไทย

Student blog — 03/03/2026

Knowledge
รายได้เท่าไหร่ถึงไม่ต้องเสียภาษีในไทย
ในสังคมไทยมักมีคำถามที่ได้ยินกันอยู่เสมอว่า “ทำไมบางคนมีรายได้ แต่กลับไม่ต้องเสียภาษี?” คำถามนี้ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าระบบภาษีอากรอาจไม่เป็นธรรม หรือมีการหลีกเลี่ยงภาษีอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว การที่บุคคลมีรายได้แต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อาจเกิดขึ้นได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโครงสร้างของกฎหมายภาษีไทยได้ออกแบบให้คำนึงถึงความสามารถในการเสียภาษีของผู้มีเงินได้เป็นสำคัญ
หลักการพื้นฐานของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นภาษีที่จัดเก็บจาก “เงินได้สุทธิ” มิใช่จัดเก็บจากรายได้ทั้งหมดที่บุคคลได้รับ หลักการดังกล่าวสะท้อนอยู่ใน มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดประเภทของเงินได้พึงประเมิน และ มาตรา 48 ซึ่งบัญญัติให้เงินได้สุทธิเป็นฐานในการคำนวณภาษี

ทั้งนี้ กระบวนการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน ได้แก่

  • การพิจารณาว่ามี “เงินได้พึงประเมิน” หรือไม่
  • การหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย
  • การหักค่าลดหย่อน
  • การนำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
ดังนั้น การมีรายได้เพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่เงื่อนไขสุดท้าย ที่จะทำให้ต้องเสียภาษี
เงินได้พึงประเมิน: จุดเริ่มต้นของภาระภาษี
ตาม มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้พึงประเมินถูกแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่
  • ประเภทที่ 1 เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
  • ประเภทที่ 2 เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้
  • ประเภทที่ 3 ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น
  • ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร และเงินได้จากการลงทุน/ประโยชน์ทางการเงิน
  • ประเภทที่ 5 เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน
  • ประเภทที่ 6 เงินได้จากวิชาชีพอิสระ
  • ประเภทที่ 7 เงินได้จากการรับเหมา ที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาสัมภาระ (วัสดุ) สำคัญเอง
  • ประเภทที่ 8 เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง หรือกิจการอื่นที่ไม่เข้าประเภท 1–7
กฎหมายยังมีข้อยกเว้นเงินได้บางประเภทที่ ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน หรือได้รับการยกเว้นภาษีตามบทบัญญัติเฉพาะ เช่น เงินสวัสดิการบางประเภท หรือเงินได้ที่มีกฎหมายยกเว้นไว้เป็นการเฉพาะ

หากรายได้ของบุคคลอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยกเว้น ย่อมไม่ถูกนำมาคำนวณภาษีตั้งแต่ต้น

ค่าใช้จ่าย: การหักต้นทุนตามกฎหมาย
เมื่อมีเงินได้พึงประเมินแล้ว กฎหมายได้ให้โอกาสให้ผู้มีเงินได้สามารถหัก ค่าใช้จ่าย เพื่อสะท้อนต้นทุนในการหารายได้ ตาม มาตรา 42 ทวิ และมาตรา 65 ทวิ

ตัวอย่างเช่น

  • เงินเดือน สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายร้อยละ 50 แต่ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด
  • รายได้จากการประกอบอาชีพอิสระหรือธุรกิจ สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมาจ่าย
ในบางกรณี รายได้อาจไม่สูงนัก แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือฐานรายได้ต่ำมากหรือเป็นศูนย์ ส่งผลให้ไม่มีเงินได้สุทธิให้ต้องเสียภาษี
ค่าลดหย่อน: กลไกสำคัญที่ทำให้ “ไม่ต้องเสียภาษี”
หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ผู้มีเงินได้ยังมีสิทธิหัก ค่าลดหย่อน ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส
  • ค่าลดหย่อนบุตร
  • เบี้ยประกันชีวิต
  • เงินสะสมกองทุนเพื่อการเกษียณ
สิทธิดังกล่าวมีฐานกฎหมายอยู่ใน มาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง

ค่าลดหย่อนเหล่านี้สะท้อนแนวคิดว่า บุคคลควรมีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพขั้นพื้นฐานก่อนที่จะต้องเสียภาษี ดังนั้น หากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วไม่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ บุคคลนั้นย่อมไม่มีภาระภาษี

อัตราภาษีก้าวหน้าและฐานภาษีขั้นต่ำ
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้อัตราภาษีแบบ ก้าวหน้า กล่าวคือ ผู้มีเงินได้สุทธิต่ำจะเสียภาษีในอัตราต่ำ หรืออาจไม่เสียเลย โครงสร้างนี้สะท้อนหลักความเป็นธรรมทางภาษี (Ability to Pay Principle) ซึ่งเป็นหลักการสากลของกฎหมายภาษีอากร

ดังนั้น บุคคลที่มีเงินได้สุทธิต่ำกว่าฐานขั้นต่ำตามอัตราก้าวหน้า ย่อม “ไม่ต้องเสียภาษี” แม้จะมีรายได้ก็ตาม

ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง
สมมติว่า นายสมชายมีรายได้จากเงินเดือนปีละ 180,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่าย
  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว
เมื่อคำนวณตามโครงสร้างแล้ว เงินได้สุทธิอาจเหลือเป็นศูนย์หรือไม่ถึงเกณฑ์ภาษี ส่งผลให้นายสมชายไม่มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งที่มีรายได้ตลอดทั้งปี

กรณีดังกล่าวไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นผลจากการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

บทสรุป
การที่บางคน “ไม่ต้องเสียภาษี” ทั้งที่มีรายได้ มิได้เกิดจากช่องโหว่ของกฎหมาย หากแต่เป็นผลโดยตรงจาก โครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่คำนึงถึงความสามารถในการเสียภาษี ค่าใช้จ่ายในการหารายได้ และภาระในการดำรงชีวิต

ความเข้าใจในโครงสร้างดังกล่าวช่วยให้เห็นว่าระบบภาษีไทยไม่ได้มุ่งจัดเก็บจากรายได้ทุกบาท แต่จัดเก็บจากรายได้สุทธิที่แท้จริง อันเป็นหลักการสำคัญของความเป็นธรรมทางภาษี และเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการศึกษากฎหมายภาษีอากรในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

🌈 ก้าวแรกสู่การเป็นนักกฎหมายแห่งอนาคต
หากคุณอยากเป็นนักกฎหมายที่ไม่เพียงรู้ตัวบท แต่ เข้าใจเทคโนโลยี เข้าใจเพศ เข้าใจคนมาร่วมเรียนรู้กับเรา

⚖️ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC)
หลักสูตรที่ผสาน “กฎหมาย – เทคโนโลยี – สิทธิมนุษยชน”เพื่อสร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่พร้อมปกป้องสิทธิของทุกเพศในโลกจริงและโลกดิจิทัล

📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสมัครเรียน ตามรายละเอียดข้างล่าง

การสมัครเรียน ป.ตรี สำหรับผู้จบการศึกษา ม.6 กศน. ปวช. ปวส. หรือเทียบโอน
ใช้กองทุน กยศ. หรือผ่อนชำระค่าเทอมได้

📌ข้อดี

  • 🖌️ จบแล้วได้ skill Certificate เฉพาะทาง
  • 🖌️ เรียนจบภายใน 3 ปีครึ่ง
  • 🖌️ มีสหกิจศึกษา พร้อมฝึกปฏิบัติงาน ก่อนทำงานจริง
  • 🖌️ เรียนต่อเนติบัณฑิตยสภาได้
  • 🖌️ สอบตั๋วทนายความได้
  • 🖌️ เรียนวิชาเฉพาะด้านที่ทันสมัยกับตัวจริง Guru
  • 🖌️ ได้รับการรับรองจาก ก.พ. และ อ.ว.

📌สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์รับสมัครนักศึกษาใหม่ ระดับบัณฑิตศึกษา

  • โทร: 0953675508/02-697-6000
  • 📥 สอบถามเพิ่มเติม หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
  • 📌 ID Line : 0953675508
  • 📌 IG : law_utcc
  • 📌Facebook: UtccLawSchool

มาเป็นครอบครัวหอการค้าด้วยกัน

📌สมัครเรียนง่ายได้ 3 ช่องทาง

  • สมัครเรียนออนไลน์ Line : @utcccare (อย่าลืม @) https://lin.ee/x53Mxlf
  • หรือ https://admissions.utcc.ac.th/ *สมัครแล้วอย่าลืมทักไลน์นะ
  • สมัครด้วยตนเองที่ ศูนย์รับสมัครนักศึกษาใหม่ ม.หอการค้าไทย อาคาร 24 (อาคารสัญลักษณ์) ชั้น 2
    ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น. 📌พิกัดการเดินทาง: https://goo.gl/maps/JEY6UvPL8Qh8NyyM9

สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์รับสมัครนักศึกษาใหม่ ม.หอการค้าไทย โทร 02-697-6969

แชร์บทความนี้
โปรโมชั่นแนะนํา

หลักสูตร