งานวิจัย

การศึกษากฎหมายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จากฐานทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น

บทคัดย่อ

โครงการศึกษากฎหมายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ในการศึกษากฎหมายและองค์กรที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง และการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายและองค์กรเพื่อคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ และแนวทางการป้องกันการละเมิดกฎหมาย ตลอดจนแนวทางการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการนำทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในอนาคต

จากการศึกษาพบว่า กฎหมายของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการควบคุมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างครบถ้วน หากแบ่งตามชนิดของทรัพยากร พืชเป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีกฎหมายจำกัดการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ค่อนข้างครบถ้วน มีการกำหนดกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ แต่สำหรับทรัพยากรสัตว์ และจุลินทรีย์ มีกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงและใช้ประโยชน์เพียงบางชนิด ไม่มีกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ ส่วนการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น อาจนำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาใช้คุ้มครองได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่ครอบคลุมและเหมาะสม

ผลการศึกษา เสนอแนะให้จัดทำกฎหมายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นกลไกกำกับทิศทางกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพในภาพรวมของประเทศไทย โดยมีการดำเนินการเป็นสองแนวทางที่อาจดำเนินการพร้อมกัน แนวทางที่ 1 ควรใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปก่อน โดยเร่งออกกฎหมายลำดับรองและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แนวทางที่ 2 ควรยกร่างกฎหมายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นมาตรฐานกลางให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปปรับใช้ โดยแต่ละหน่วยงานอาจดำเนินการออกระเบียบต่าง ๆ ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายกลาง เพื่อให้สอดคล้องกับประเภทของทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแต่ละหน่วยงาน

ในแง่ขององค์กร ในปัจจุบันมีคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ และสำนักความหลากหลายทางชีวภาพ รับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่อาจไม่สอดคล้องกัน จึงควรเป็นองค์กรหลักในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในขณะที่ยังไม่มีกฎหมาย ในอนาคตควรกำหนดให้มีองค์กรกลางในกฎหมายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อทำหน้าที่ดูแลเรื่องการคุ้มครอง การเข้าถึง การใช้ประโยชน์ และการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในระดับประเทศ ส่วน สพภ. ควรทำหน้าที่ในการประสาน ส่งเสริม และสนับสนุน หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศมีประสิทธิภาพ มีความเป็นเอกภาพและทิศทางที่ชัดเจน

Abstract

The objectives of this study of the Legal Framework for the Development of Biodiversity-Based Economy and Traditional Knowledge were to review the legal issues and institutional structure concerning the protection and utilization of biodiversity resources and traditional knowledge. Other objectives included making recommendations over key issues such as amendments of the existing laws and the institutional reforms that may be required to improve protection of biodiversity resources and traditional knowledge, accessibility and ways to prevent violation of the law. The study also aimed at identifying modalities for sharing of benefits as well as appropriate management framework for biodiversity regarding the economic uses of biodiversity resources and traditional knowledge resources.

The major findings were that Thailand’s existing laws did not as yet address the issue of accessibility and uses of biodiversity resources.  However, for specifically for flora, Thailand already has comprehensive laws regarding access and utilization as well as mechanisms regarding benefit sharing. While there maybe laws on accessibility and uses of animals and microorganisms, there were no mechanisms for benefit sharing. As for protection traditional knowledge, it may be possible to make use of the existing law on protection of intellectual property.  Nevertheless, this should only be for the interim period only since the intellectual property law may not be entirely applicable.

Based on the above findings, it is recommended that a law on biodiversity resources be drafted to serve as instrument to direct the overall development path for the management of Thailand’s biodiversity resources.  Two simultaneous approaches can be pursued.  One is to use existing laws and the regulations of the Office of the Prime Minister on the conservation and utilization of biodiversity resources while at the same time expedite the drafting secondary laws and regulations that specifically addresses issues related to biodiversity resources and traditional knowledge.  The second approach is to draft a new law on biodiversity resources which can be used as a common legal frame of reference by the various agencies who can then issue specific regulations concerning the types of biodiversity resources and traditional knowledge that are consistent with this broader piece of legislation.

On institutional set up, presently under the regulations of the Office of the Prime Minister, there is a National Committee on Conservation and Utilization of biodiversity resources.  In addition, a Biodiversity Resources Bureau has already been established.   However, there are still many pieces of legislation that may be inconsistent.    The Biodiversity Resources Centre should therefore be the core agency responsible for the management of biodiversity resources during this transitional phase where there is no specific legislation on biodiversity resources.  The mandates of the Biodiversity Resources Centre will be to oversee overall issues regarding protection, accessibility, utilization and benefit sharing from the uses of biodiversity resources and traditional knowledge. The mandates of the Biodiversity-Based Economy Development Organization (BEDO) Public Organization on the other hand should be to coordinate, promote and support the various agencies that share the responsibilities of implementing the Strategy for the Development of the Biodversity-based Economy to ensure uniformity of approach under clearly laid out path of development.