งานวิจัย

งานวิจัย “โครงการให้คำปรึกษา และเจรจา เพื่อจัดตั้งโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคล”

บทคัดย่อ

ภายหลังจากการจัดตั้งโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคล นอกจากการดำเนินธุรกิจผลิตบุหรี่ซิกาแรตซึ่งเป็นธุรกิจเดิม โรงงานยาสูบยังสามารถดำเนินธุรกิจใหม่ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมซึ่งเป็นการขยายธุรกิจแนวตั้ง (Vertical Business Expansion) และธุรกิจใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมซึ่งเป็นการขยายธุรกิจแนวนอน (Horizontal Business Expansion) ทั้งนี้การดำเนินธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมสามารถทำได้ทั้งในกรณีที่โรงงานยาสูบจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติและกรณีที่จัดตั้งนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 เนื่องจากการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งกำหนดไว้ครอบคลุมทั้งกรณีของการประกอบกิจการยาสูบ รวมถึงกรณีการประกอบธุรกิจอื่นเกี่ยวเนื่องกับกิจการอันอยู่ในวัตถุประสงค์ของโรงงานยาสูบที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคล

สำหรับการดำเนินธุรกิจใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมนั้น โรงงานยาสูบที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคลโดยการตราพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาไม่สามารถทำได้ เนื่องจากขอบวัตถุประสงค์ขององค์กรไม่ได้กำหนดไว้ให้ครอบคลุมถึงกรณีดังกล่าว และศาลปกครองก็เคยมีคำพิพากษาห้ามไม่ให้รัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินไปใช้ประโยชน์นอกเหนือจากกิจการที่กำหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งองค์กร อย่างไรก็ตามการดำเนินธุรกิจใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม อาจทำได้ในกรณีที่โรงงานยาสูบแยกหน่วยธุรกิจใหม่ออกจากโรงงานยาสูบเพื่อจัดตั้งเป็นอีกนิติบุคคลหนึ่งเพื่อให้ดำเนินการเช่นเดียวกับเอกชน ด้วยการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 หรือด้วยการแปลงสภาพตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ทั้งนี้โรงงานยาสูบควรดำเนินการแยกหน่วยธุรกิจดังกล่าวออกเป็นอีกนิติบุคคลหนึ่งภายหลังจากโรงงานยาสูบได้จัดตั้งนิติบุคคลเป็นการยาสูบแห่งประเทศไทยหรือองค์การยาสูบแห่งประเทศไทยเพื่อแยกตัวออกมาจากกระทรวงการคลังแล้ว ซึ่งหน่วยธุรกิจใหม่ที่แยกออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดดังกล่าวยังคงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากกระทรวงการคลังยังคงถือหุ้นรายใหญ่มากกว่า 50%

แนวทางในการดำเนินธุรกิจของโรงงานยาสูบภายหลังการจัดตั้งโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคล สามารถทำได้โดยจุดแข็งที่สำคัญของโรงงานยาสูบ ได้แก่ มีตราสินค้าที่แข็งแกร่ง มีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ดี มีตัวแทนจำหน่ายและเครือข่ายของผู้ขายบุหรี่จำนวนมาก มีองค์ความรู้ทางด้านใบยาซึ่งสามารถนำไปใช้ขยายฐานการผลิตใบยาสูบเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบในการผลิตบุหรี่เพิ่มเติมได้ เป็นองค์กรที่มีนวัตกรรมและองค์ความรู้ทางวิศวกรรม มีบุคลากรที่มีทักษะมีความรู้และความสามารถเฉพาะด้านทั้งความสามารถหลักของธุรกิจผลิตบุหรี่ที่โรงงานยาสูบเป็นผู้ดำเนินการเองและความสามารถในการควบคุมดูแลงานส่วนอื่นที่จ้างให้คนอื่นทำ มีระบบการตรวจสอบและการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีที่ดินจำนวนมาก มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี และมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อแข่งขันในตลาดยาสูบที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง

ทั้งนี้จุดแข็งดังกล่าวย่อมถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการต่อยอดหรือขยายธุรกิจออกไปในอนาคตได้อีกมากมาย ซึ่งภายหลังจากการจัดตั้งโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคลแล้ว โรงงานยาสูบจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อความอยู่รอดขององค์กรในอนาคต ท่ามกลางปัจจัยลบต่างๆ มากมาย เช่น สภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาสูบในปัจจุบันที่รุนแรงมากขึ้นอันส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ของโรงงานยาสูบลดลงอย่างต่อเนื่อง ระบบการจัดเก็บภาษียาสูบที่เปิดโอกาสให้บุหรี่ที่นำเข้าจากต่างประเทศสามารถสำแดงราคา ซี.ไอ.เอฟ. ต่ำเพื่อเสียภาษีสรรพสามิตต่ำ จนสามารถลดราคาให้ต่ำกว่าบุหรี่ที่ผลิตภายในประเทศได้ รวมถึงการรณรงค์เพื่อต่อต้านการบริโภคบุหรี่โดยภาครัฐและเอกชนที่ส่งผลลบต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบุหรี่ทุกราย เป็นต้น ทำให้ธุรกิจการผลิตบุหรี่ของโรงงานยาสูบมีแนวโน้มการเติบโตลดลงเรื่อยๆ และไม่มีความยั่งยืนในอนาคต ดังนั้นโรงงานยาสูบจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกฐานะองค์กรขึ้นเป็นนิติบุคคลเพื่อให้เกิดการบริหารงานที่คล่องตัวและสร้างโอกาสในการขยายตัวสู่ธุรกิจอื่น โดยใช้จุดแข็งขององค์กรทั้งหมดที่มีอยู่

ภายใต้จุดแข็งที่กล่าวมา โรงงานยาสูบมีศักยภาพในการต่อยอดขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้องค์กรเติบโตขึ้นในอนาคต โดยมีความเป็นไปได้ของการขยายธุรกิจแนวตั้ง เช่น ธุรกิจส่งออกใบยาซึ่งเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวโน้มการขาดแคลนใบยาของอุตสาหกรรมยาสูบโลก ธุรกิจรับจ้างผลิตบุหรี่ ธุรกิจการขนส่งสินค้าเกษตร ธุรกิจการขายปลีกและขายส่งสินค้าเกษตร ธุรกิจรับจ้างวิจัยใบยา ธุรกิจจัดทำระบบให้กับตัวแทนจำหน่ายบุหรี่ เป็นต้น รวมถึงมีความเป็นไปได้ของการขยายธุรกิจแนวนอน เช่น การพัฒนาที่ดินโรงพยาบาล โรงงานยาสูบ (เดิม) บริเวณถนนสาทรให้เป็นอาคารสำนักงานหรือที่พักอาศัย การนำส่วนของต้นยาสูบที่เหลือจากการผลิตมาใช้ประโยชน์ทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจแนวตั้ง โดยศึกษาตัวอย่างแผนธุรกิจการส่งออกใบยา ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจโดยโรงงานยาสูบจะรับซื้อใบยาที่บ่มแล้วจากเกษตรกร เพื่อนำใบยาดังกล่าวมาผ่านกระบวนการแยกก้านใบยาและอบใบยาซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับใบยาดังกล่าวก่อนที่จะนำไปส่งออกให้แก่ผู้ผลิตบุหรี่ในต่างประเทศ เช่น Philip Morris International (PMI), British American Tobacco (BAT), Japan Tobacco International (JTI) เป็นต้น ซึ่งบริษัทต่างชาติเหล่านี้มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศในกลุ่ม AEC ทำให้โรงงานยาสูบสามารถใช้ประโยชน์จากการขจัดกำแพงภาษีการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มดังกล่าวได้ ทั้งนี้โรงงานยาสูบควรส่งออกใบยาพันธุ์เบอร์เลย์และเตอร์กิชที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ เนื่องจากใบยาพันธุ์เบอร์เลย์และเตอร์กิช โรงงานยาสูบมีอัตราส่วนกำไรที่ร้อยละ 7.83 และ 26.99 ตามลำดับ (ในขณะที่ใบยาพันธุ์เวอร์ยิเนีย มีต้นทุนสูงกว่าราคาใบยาในตลาดโลกถึงร้อยละ 17.42 ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้) นอกจากนี้โรงงานยาสูบมีทรัพยากรเดิมที่ใช้ในธุรกิจผลิตบุหรี่ซิกาแรตอยู่แล้ว เช่น ที่ดินที่ให้เกษตรกรเช่าปลูกใบยา โรงบ่มใบยา โรงอบใบยา เป็นต้น ทำให้โรงงานยาสูบสามารถใช้ทรัพยากรเดิมที่มีอยู่สร้างรายได้จากธุรกิจการส่งออกใบยาโดยที่ไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มเติม และเมื่อพิจารณาผลตอบแทนในธุรกิจการส่งออกใบยา พบว่าเป็นโครงการที่น่าลงทุน โดยกรณีที่โรงงานยาสูบรับซื้อใบยาเบอร์เลย์และใบยาเตอร์กิชในปริมาณน้อยเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ (ใบยาเบอร์เลย์ 1 ล้านกิโลกรัม และใบยาเตอร์กิช 0.5 ล้านกิโลกรัม) พบว่าธุรกิจใช้เงินลงทุน 72,000,000 บาท ได้รับผลตอบแทนทางการเงิน คือ ระยะเวลาคืนทุน = 2 ปี 8 เดือน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) = 23,332,483.47 บาท และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) = 27% แสดงว่าเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน

ทั้งนี้เมื่อโรงงานยาสูบได้จัดตั้งองค์กรเป็นนิติบุคคลแล้ว ที่ดินจำนวนมากของโรงงานยาสูบที่ปัจจุบันได้ให้เกษตรกรเช่าปลูกใบยาจะสามารถนำมาพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้นอีก เนื่องจากภายหลังจากจัดตั้งโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคลแล้วย่อมมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้นภายใต้จุดแข็งของโรงงานยาสูบที่มีอยู่

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจแนวนอน โดยศึกษาตัวอย่างแผนธุรกิจโครงการพัฒนาที่ดินโรงพยาบาล โรงงานยาสูบ (เดิม) บริเวณถนนสาทรใต้ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 74 ตารางวา โดยพัฒนาเป็นอาคารสูง จำนวน 2 อาคาร ได้แก่ TOWER A ซึ่งเป็นอาคารสำนักงาน และร้านค้า สูง 36 ชั้น และ TOWER B ซึ่งเป็น Service Apartment และอาคารที่จอดรถ สูง 25 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 100,000 ตารางเมตร พบว่าเป็นโครงการที่น่าลงทุน โดยใช้วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 5,438 ล้านบาท ทั้งนี้สัดส่วนของแหล่งที่มาเงินลงทุน แบ่งออกเป็นเงินกู้ยืม 2 ส่วนต่อเงินทุน 1 ส่วน (D/E = 2) ซึ่งเงินลงทุนดังกล่าวประกอบด้วยค่าสิ่งก่อสร้างเป็นวงเงิน 2,347 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการเป็นวงเงิน 3,091 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี ภายใต้อายุโครงการ 30 ปี โดยผลตอบแทนในกรณีที่เศรษฐกิจเป็นปกติ (Base case) พบว่าระยะเวลาคืนทุน = 9 ปี มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) = 230,177,614 บาท และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) = 9 %